| Piriyapong 的个人资料-=< I - Odd - Krapong >...照片日志列表 | 帮助 |
|
12月31日 --- วันสุดท้ายของปี +++อัพรูปก่อน 29-30 ไปเดินถ่ายรูปมา
29/12 ไปถ่ายรูปแถวๆ สยาม อัพนิดหน่อยละกัน รูปมุมก็เดิมๆ ที่หลายคนอัพไปแล้วล่ะ
นัดเจอกันที่ smo แล้วก็เดินมาเจอกันอีกทีที่ แถวๆ hard rock cafe
แล้วก็ถ่ายรูปกันนิดหน่อย
คนอื่นๆ เค้าถ่ายอาคารบ้านเร่อนกันแล้ว ก็ไม่เอาลงละกัน
มาดูรูปไฟจากรถบนถนนแทน
ต่อมาก็มาที่ central world
จากนั้นก็หาไรกินนิดหน่อยแล้วก็กลับ
30/12 ไปไหว้พระที่วัดพระแก้ว วัดราชประดิษฐ์ และวัดราชบพิตร
นี่วัดพระแก้ว กับมุมมหาชน
ในวัดมียักษ์ด้วย
แล้วก็พระบรมมหาราชวัง
แล้ก็เดินออกมาที่กระทรวงกลาโหม
แล้ก็วัดราชบพิตร
ขากลับเดินผ่านมาบุญครอง ก็ซะรูปละกัน
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีแล้วนะ อยากทำอะไรในปีนี้ก็รีบทำซะ 55
พรุ่งนี้ก็ปีใหม่แล้ว ก็ขอให้มีความสุข และก็แข็งแรงกันทุกคนเลยนะ วิ้งๆ
สวัสดีปีใหม่นะฮะ ^^ 12月28日 ...KURT GöDEL กับ Incompleteness Theorem เกอเดลเป็นนักคณิตศาสตร์คนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบ ชื่อเสียงของเขาไม่ได้มาจากการค้นพบหรือเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบใหม่ทางคณิตศาสตร์ แต่กลับมาจากการพิสูจน์ว่าความพยายามของนักคณิตศาสตร์เกือบตลอดศตวรรษที่ผ่านมานั้นไร้ผล ทฤษฎีความไม่สมบูรณ์ทางคณิตศาสตร์ (Incompleteness Theorem) ของเกอเดลนั้นน่าทึ่งและมหัศจรรย์มาก มีความสำคัญเทียบชั้นได้กับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ทีเดียว ลองมาดูกันว่าเกอเดลสั่นสะเทือนวงการคณิตศาสตร์ได้อย่างไร และการค้นพบของเกอเดลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างไร ในปี 1931 เกอเดลตีพิมพ์รายงานสั้นๆ ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ของเยอรมัน เกอเดลบอกว่าระบบคณิตศาสตร์ใดๆ ก็ตาม ที่ประกอบขึ้นด้วยกฏเกณฑ์นั้น เป็นระบบที่ไม่สมบูรณ์ เพราะจะต้องมีประโยคบางประโยค ที่เราพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือเท็จอยู่เสมอ ก่อนจะเข้าใจและซาบซึ้งกับความยิ่งใหญ่ของทฤษฎีนี้ได้ เราจำเป็นต้องรู้จักกับความคิดทางคณิตศาสตร์ในยุคนั้นก่อน ในสมัยนั้น นักคณิตศาสตร์พยายามจัดระบบคณิตศาสตร์ให้เป็นแบบแผน ในวิธีชื่อ axiomatic approach วิธีนี้เป็นเหมือนการเล่นตัวต่อเลโก้ ที่เรามีชิ้นส่วนอยู่หลายๆ ชิ้น หลายๆ แบบ เช่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือรูปตัวแอล เวลาเราจะต่อเป็นหอคอย หรือบ้าน หรือเครื่องบิน เราทำได้โดยการนำชิ้นส่วนเหล่านี้มาประกอบกัน จนเป็นรูปร่างที่เราต้องการ หลักคณิตศาสตร์แบบ axiom เป็นเหมือนการเล่นเลโก้ เพราะประกอบด้วยความจริงต่างๆ ที่ถือว่ามีมาให้เสร็จแล้ว ไม่ต้องพิสูจน์ว่าจริงแต่ขอให้เราเชื่อโดยไม่ต้องสงสัย ความจริงเหล่านี้เรียกว่า axiom เปรียบได้เสมือนชิ้นส่วนพื้นฐานของเลโก้ที่มีให้เราต่ออยู่แล้ว และเรานำความจริงเหล่านี้มาประกอบเข้าด้วยกัน ให้เกิดเป็นทฤษฎีต่างๆ กันได้มากมาย วิธีทางคณิตศาสตร์แบบ axiom นี้ ใช้กันมาตั้งแต่กรีกยุคโบราณ เช่นหลักเรขาคณิตของยูคลิด ข้อดีคือเป็นระบบระบียบ และสร้างทฤษฏีใหม่ๆ ได้มากมาย จากความจริงและกฎเกณฑ์ที่มีอยู่จำกัด ตลอดศตวรรษที่สิบเก้า นักคณิตศาสตร์ต่างพากันหาระบบของกฎเกณฑ์เหล่านี้ เพื่อจะได้มาซึ่งระบบที่สมบูรณ์ในคณิตศาสตร์ (จะต้องวางความจริงและกฏเกณฑ์อย่างไร เพื่อจะคลอบคลุมทุกด้านทุกแนวของคณิตศาสตร์ได้ หรืออีกนัยหนึ่งว่าจะออกแบบชิ้นส่วนพื้นฐานของเลโก้อย่างไร เพื่อจะได้เอาไว้ต่อเป็นอะไรได้ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เราจะต้องการได้) แต่แล้วเกอเดลในวัยยี่สิบห้าปี ก็ได้เขียนรายงานบอกว่า ระบบที่สมบูรณ์นั้นเป็นไปไม่ได้ รายงานของเกอเดลเข้าใจค่อนข้างยาก ในตอนที่ตีพิมพ์ออกมาใหม่ๆ ก็มีนักคณิตศาสตร์น้อยคนเหลือเกินจะเข้าใจว่าโกเดลเขียนอะไร เพราะเกอเดลใช้วิธีการพิสูจน์รูปแบบใหม่ที่ลดเลี้ยวอย่างร้ายกาจ ด้วยวิธีที่ขัดแย้งกันเองแบบพาราดอกซ์ แม้ในยุคปัจจุบัน การพิสูจน์ของเกอเดลก็ยังเข้าใจยาก Rucker เขียนไว้ใน Infinity and the Mind ว่าการเข้าใจบทพิสูจน์ของโกเดลเป็นเสมือนการค้นพบอิสรภาพรูปแบบหนึ่ง และสำหรับนักเรียนตรรกศาสตร์แล้วก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าอุปสรรคด่านสุดท้ายที่จะสร้างประสบการณ์ราวกับเปลี่ยนศาสนาทีเดียว ทฤษฎีนี้น่าตื่นเต้นและสนุกมาก รายละเอียดในการพิสูจน์ของเกอเดลนั้น คงนำมาเขียนไว้ไม่ได้หมดจดในที่นี้ แต่ลองมาดูกันคร่าวๆ ว่าเขาคิดได้อย่างไร เกอเดลเริ่มจากการแปลงประโยคทางคณิตศาสตร์ทุกประโยคให้เป็นตัวเลข เช่น "x = 0" เกอเดลแปลงเป็นตัวเลข สมมติว่าเป็น 240000 เขาบอกวิธีการแปลงเลขนี้อย่างละเอียดลออ เป็นระบบที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ทุกประโยคแปลงเป็นตัวเลขหนึ่งๆ ได้จริง และแต่ละประโยคจะกลายเป็นตัวเลขที่ไม่ซ้ำกันเลย (เกอเดลใช้หลักทฤษฎีของตัวเลข กับการนำจำนวนเฉพาะมาใช้) ต่อจากนั้น เกอเดลก็สร้างรูปประโยคว่า "ไม่มีวันที่ประโยคไหนจะแปลงออกมาเป็นตัวเลข แล้วจะได้เป็นค่า 123456789" (หมายเหตุ ตัวเลข 123456789 นั้นเป็นเลขที่ผู้เขียนเรื่องนี้สมมติขึ้นเอง เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ) ความร้ายกาจของเกอเดลคือ เมื่อเราแปลงประโยคข้างต้นเป็นตัวเลข เราได้ว่า "ไม่มีวันที่ประโยคไหนจะแปลงออกมาเป็นตัวเลข แล้วจะได้เป็นค่า 123456789" = 123456789 ดังนั้น หากประโยคข้างต้นเป็นจริง แสดงว่าประโยคข้างต้นเป็นเท็จ และหากประโยคข้างต้นเป็นเท็จ ย่อมแปลว่ามันเป็นจริง ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า ประโยคนี้เป็นทั้งจริงและเท็จ แต่ทว่า ระบบคณิตศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าประโยคหนึ่งมีค่าจริงและเท็จพร้อมกันได้ ย่อมเป็นระบบคณิตศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง เอาแน่เอานอนมิได้ (inconsistent) แต่ในเมื่อเราเชื่อว่าระบบคณิตศาสตร์ย่อมถูกต้องแน่นอน ย่อมแสดงว่าประโยคข้างต้น "ไม่มีวันที่ประโยคไหนจะแปลงออกมาเป็นตัวเลข แล้วจะได้เป็นค่า 123456789" นี้ ตัดสินค่าความถูกต้องไม่ได้ (undecidable) แต่เท่านี้ยังไม่สาแก่ใจเกอเดล เขายังบอกต่อไปว่า ประโยค "ไม่มีวันที่ประโยคไหนจะแปลงออกมาเป็นตัวเลข แล้วจะได้เป็นค่า 123456789" นี้ ที่จริงแล้วเป็นจริง และจะเป็นจริงสำหรับตัวเลขทุกจำนวนด้วย (ตัวอย่างเช่น เราบอกได้ว่า "ไม่มีตัวเลขค่าบวกตัวไหน ที่บวกด้วยสามแล้วจะเท่ากับสอง" ย่อมเป็นจริงกับเลขทุกตัว) ดังนั้น ประโยคที่ดูพิลึกข้างต้นเกี่ยวกับ 123456789 นี้ จริงๆ แล้วมีสาระ อ่านเข้าใจได้ (แต่ไม่ได้บอกให้ละเอียดในที่นี่ เพราะจะยุ่งยากเกินไป) และเกอเดลบอกว่าเป็นจริงเสียด้วย ระบบคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์ (complete) จะต้องสามารถแสดงความจริงทุกอย่างที่มีในระบบคณิตศาสตร์นั้นได้ ในเมื่อโกเดลพบตัวอย่าง อย่างน้อยหนึ่งตัวอย่าง ที่เป็นความจริงและแสดงไม่ได้ (เพราะจะเกิดความขัดแย้งกันในตัว) เกอเดลก็บอกได้ว่าระบบคณิตศาสตร์นั้นไม่สมบูรณ์ และยังเป็นจริงอีกด้วยว่า ต่อให้เราเพิ่มกฎเกณฑ์เข้าไปในระบบคณิตศาสตร์ เพื่อพยายามแก้ไขความไม่สมบูรณ์ที่พบนี้ โกเดลก็สามารถหาทางทำลายระบบใหม่นั้นได้อีก เปรียบเทียบได้ว่าเราพยายามจะฆ่ามังกรตัวหนึ่ง ด้วยการหามังกรตัวใหญ่ขึ้นมาปราบ เมื่อมังกรตัวเก่าตายไป เราก็เหลือมังกรตัวใหม่ที่ตัวใหญ่กว่าเดิมไว้ปราบเรื่อยไป ดังนั้น ระบบคณิตศาสตร์ใดๆ ที่ใช้รูปแบบ axiom จะต้องมีข้อความจริงบางประโยค ที่แสดงไม่ได้ หรือพิสูจน์ความจริงเท็จไม่ได้อยู่เสมอ บทสรุปของเกอเดลยังส่งผลต่อคำถามที่ว่า เครื่องจักรกลหนึ่งๆ จะฉลาดทัดเทียมสมองของมนุษย์ได้หรือไม่อีกด้วย เครื่องจักรกลที่พยายามเลียนแบบสมองคนเรามักจะใช้วิธีการใส่กฎเกณฑ์ต่างๆ เข้าไป เปรียบเทียบได้กับวิธีคณิตศาสตร์แบบ axiom ดังนั้นจากทฤษฎีเกอเดล จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีเครื่องจักรกลใดที่จะฉลาดจนแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เพราะย่อมมีความจริงบางประการ ที่เครื่องจักรกลรับรู้ไม่ได้อยู่เสมอ แต่การค้นพบของเกอเดลนี้ มิใช่จะเป็นการบอกว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องหมดหวังแล้วแต่อย่างใด เพราะยังมีการค้นพบใหม่ๆ พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ เกอเดลไม่ได้บอกว่าเราจะไม่มีวันค้นพบทางที่จะบอกความจริงทุกอย่างได้ และไม่ได้สรุปว่าเราไม่มีทางอธิบายความคิดจิตใจ และการใช้เหตุผลของคนเราได้แต่อย่างใด เพียงแต่บอกว่าเราไม่มีทางพบกฎเกณฑ์อย่างสมบูรณ์ทางคณิตศาสตร์ด้วยวิธีที่ใช้กันอยู่ในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับนักคณิตศาสตร์แล้ว การค้นพบนี้ทำให้ช็อคไปตามๆ กันทีเดียว และความคิดมุมมองทางคณิตศาสตร์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย เกอเดลทำให้วงการคณิตศาสตร์ตกตะลึงด้วยวัยเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น และชีวิตของเกอเดลเอง ก็น่าแปลกอัศจรรย์ไม่แพ้ทฤษฏีที่เขาคิดขึ้นเลย เกอเดลเกิดในปี 1906 ใน Brunn ซึ่งตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร Austro-Hungarian แต่ตอนนี้อยู่ใน Czech Republic บิดาของเขาเป็นเจ้าของโรงงานผ้า เกอเดลชื่นชอบตรรกศาสตร์และการใช้เหตุผลมาแต่เล็กๆ และมารดาเขาก็สนับสนุนให้ลูกชายเริ่มเรียนตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ ตอนเกอเดลอายุได้สิบขวบ ก็เรียนเลข ศาสนา และรู้หลายภาษาแล้ว เกอเดลไม่เพียงจะเก่งแต่เลข แต่ยังยอดเยี่ยมในภาษาละตินด้วย ในปี 1931 เกอเดลตีพิมพ์ทฤษฎีที่สร้างชื่อเสียงให้เขานี้ตอนที่อายุยี่สิบห้าปี ตอนนั้นเกอเดลเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเวียนนา ในปี 1933 ฮิตเลอร์เริ่มเรืองอำนาจแต่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเกอเดลมากนัก เพราะเขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อย่างไรก็ตาม เพื่อนอาจารย์ของเกอเดลถูกสังหารโดยนักเรียนที่เป็นกลุ่มนาซี เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเกอเดล และทำให้เขาเริ่มมีอาการ nervous breakdown เป็นครั้งแรก เกอเดลหลบหนีจากนาซีเข้ามาอยู่ในอเมริกาในปี 1939 โดยทำงานกับไอน์สไตน์ในพรินส์ตัน ในช่วงอายุภายหลัง เกอเดลมีอาการจิตหลอน พี่ชายของเกอเดลบันทึกไว้ว่าเกอเดลเป็นคนเชื่อในความคิดเห็นของตนมาก และไม่ค่อยฟังความเห็นของคนอื่น โดยเฉพาะในด้านที่ตนเชื่อมั่นว่าถูกเสมอ ซึ่งถ้าเป็นด้านคณิตศาสตร์อย่างเดียวก็คงไม่เป็นไร แต่เกอเดลยังเชื่อความรู้ทางด้านแพทย์ศาสตร์ของตนเองอย่างเหนียวแน่น และด้วยเหตุผลนี้เอง เกอเดลไม่ค่อยเชื่อฟังหมอ เขามีอาการตกเลือดในช่องท้องอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง และจากนั้นมาจนตลอดชีวิต เกอเดลก็เคร่งครัดเรื่องอาหารมากเกินพอดี และเชื่อว่ามีคนพยายามวางยาพิษ เกอเดลหวาดระแวงกับการแพร่กระจายของเชื้อโรคมาก จนมีนิสัยย้ำคิดย้ำทำความสะอาดภาชนะที่ใช้กินอาหาร และสวมหน้ากากเล่นสกีที่มีช่องเจาะตรงตา ไปไหนมาไหนอยู่เสมอเพื่อกันเชื้อโรค ในปี 1978 เกอเดลเสียชีวิตที่อายุ 72 เพราะเขาปฏิเสธไม่กินอาหาร เกอเดลอดอาหารจนตายด้วยความกลัวว่าจะถูกวางยาพิษ ผู้ที่สนใจอยากอ่านทฤษฎีของเกอเดลแบบเข้าใจง่ายๆ ลองอ่านหนังสือเล่มข้างล่างดู เล่มนี้อธิบายเข้าใจง่ายและดีมาก ผู้อ่านควรมีพื้นฐานทางตรรกศาสตร์เล็กน้อย Godel's Proof : Ernest Nagel, James R. Newman ISBN 0-8147-0325-9 New York University Press 113 pages, $12.50 และทฤษฎีเกอเดลฉบับเต็ม On Formally Undecidable Propositions of Principia Mathematica and Related Systems : Kurt Godel, Translator: B. Meltzer ISBN: 0486669807 Dover 72 pages $6.95 บางคนเคยถามว่าหมีพูห์ที่อยู่ในหน้าแรกของ faylicity กำลังก้มมองอะไรอยู่ คำตอบที่ตั้งใจแต่แรกคือพูห์กำลังอ่านบทพิสูจน์ของเกอเดลอยู่ สำหรับใครที่ยังงงกับทฤษฎีของเกอเดล เก้าในสิบจากคำอธิบายที่ได้อ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่พูดประโยคนี้ "เก็บไปลองคิดดู แล้วสักวันจะนึกออกเอง" เพราะทฤษฎีนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้จากการอ่านเท่านั้น แต่ต้องคิดให้เห็นภาพไปด้วย การพิสูจน์ของเกอเดลและของทัวริงล้วนแล้วแต่ใช้วิธีลดเลี้ยว สำหรับพวกมาโซคิสท์ที่นิยมการทำความเข้าใจในทฤษฎีของเกอเดล ควรจะลองอ่านวิธีการพิสูจน์ว่า "ไม่มีทัวริงแมชชีนไหนรู้ว่าปัญหาหนึ่งจะแก้ออกหรือไม่" (Halting problem) ดู เป็นเรื่องที่สนุกและลดเลี้ยวอย่างร้ายกาจพอๆ กันทีเดียว ที่จริงแล้วก็ไม่แน่ใจเลยว่าคนอ่านหน้าเพลินนี้จะเพลินหรือไม่ แต่รับรองได้ว่าคนเขียนนั้นเพลินใจยิ่งนัก บางทีคราวหน้าน่าจะเล่าเรื่องรหัสลับ Enigma ที่นาซีใช้สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่อลัน ทัวริงมีส่วนช่วยให้แกะรหัสได้ รหัสนี้น่าสนใจมากและเป็นการเข้ารหัสลับที่คลาสสิควิธีหนึ่งทีเดียว มารู้จักรหัสลับที่นาซีเคยเชื่อมั่นว่าไม่มีวันแกะได้ แต่สุดท้าย Enigma ก็ไม่ต่างจากเรือไททานิค ที่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีข้อด้อยในตัวเอง และก็มีวันที่ถูกพิชิตได้สำเร็จในที่สุด ถึงแม้ว่าความสำเร็จนั้นจะได้มาแบบเลือดตาแทบกระเด็นก็ตามที credit : จากคุณ : ดร - [ 26 ธ.ค. 49 09:25:17 ] ,www.Pantip.com 12月21日 งานวิจัยเตือน.. ! ระวังภัย ได้มีการวิจัยและพบข้อมูลที่น่าตื่นตระหนกเกี่ยวกับข้าวที่เรากินอยู่ทุกวัน
สมควรที่ จะให้ประชาชนชาวไทยได้ทราบโดยทั่วกัน...ดังนี้
ปล.credit ............ 12月12日 เล่นกล้อง/ถ่ายรูปกล้องตัวแรกที่ซื้อเป็นกล้องดิจิฉลาดน้อย(มาก) ตอนนั้นก็ซื้อตามกระแสนิยม
แต่ก็ใช้จนคุ้ม ไม่แน่ใจว่าถ่ายเองหรือไอ้ตี๋ถ่ายเยอะกว่ากัน(มีงานไรก็ให้มันถ่าย ส่วนเราเดินเล่น 55)
ทิ้งช่วงมาได้ซักเกือบ 2 ปี ก็สอยกล้องตัวใหม่มา เพราะตัวเก่ามันอาการแย่แล้ว(มันทำงานคุ้มแล้ว ปล่อยมันนอนพักมั่ง)
ตัวนี้ก็เลยเลือกดีๆหน่อย ราคากดไปซะเกือบ 30000 ได้ ไม่รุตอนนั้นจ่ายตังออกไปได้ยังไง แพงชิบ
แต่ก็ได้เจ้ากล้องตัวนี้แหละ + ไอ้ชิด + เวป เป็นครูที่ทำให้มีความรู้เรื่องกล้อง/ถ่ายรูปได้จนถึงทุกวันนี้
แต่แมร่งก็มีข้อเสียตรงรู้มากก็โลภมากอีก รู้ถึงข้อจำกัด ของกล้องที่มีอยู่ ก็เลยต้องลาจากกันไป
ไปสอยกล้องฟิล์มมือ 2 มาแทน พอได้กล้องฟิล์มมาซักพักเพื่อนแม่งดันจะขายกล้อง(ฟิล์ม)ตัวเอง ใหม่เอี่ยมถูกด้วย (11000 เนี่ยนะถูก ตอนนั้นคิดไงวะเนี่ย)
ก็เลยต้องลาจากกล้องฟิล์มตัวแรกไป แต่ยังไงก็ตามทั้ง 2 ตัวก็เป็นครูอีกน่ะแหละ กดแต่ละทีนี่คิดแล้วคิดอีก (สภาพแบบนี้ไม่มีทางเจอได้ในกล้องดิจิ)
เพราะงั้นช่วงถ่ายรูปที่พัฒนาสุดก็ช่วงนี้ล่ะ พอใช้ไปๆ อยาก back to basic ก็ไปสอยกล้องแมนวลมาอีก (ไม่รุจะซื้อมาทำไมเยอะแยะ)
มันก็ได้อารมรณ์ดีนะ ก็เลยรู้ว่าตัวเองชอบแบบไหน แต่ทั้งคู่เป็นกล้องฟิล์ม ดังนั้นมันไม่สะดวก ก็เลยไปสอย Digi-compact (9000 แน่ะ) มาตัวนึง
ใช้ได้ซักพัก รู้ว่าใช้ดิจิบ่อย ฟิล์มไม่ค่อยได้แตะ ก็เลยค้องลาจากกล้องฟิล์มตัวที่ 2 ไป
เข้าช่วงสงการณ์ปีถัดมา อยากถ่ายรูปแต่กลัวน้ำ ก็เลยสอยกล้องวาลลีนมาเล่นตัวนึง (เอาไปทะเลด้วยนะ ตอนทริบภาค มั้ง)
ใช้ไปๆ ความโลภมิเคยพอ ไปเห็น DSLR ราคาย่อมเยา (26000 เนี่ยโคดย่อมเยาเลย) ก็สอยมาเล่นอีกตัว
กลับมาดูบัญชีที่บ้าน รุสึกว่ามันเกินงบที่วางไว้เยอะมาก ก็เลยมีอันต้องลาจาก d-compact ไป ก็เลยเหลือแค่ DSLR กะกล้องแมนวล
ใช้ไปเรื่อยๆ DSLR ตัวนี้แมร่งราคาตก คาดว่าอยู่กะเราต่อไปขาดทุนยับ ก็เลยมีอันต้องลาจากกันไป
เหลือแต่แมนวลตัวเดียว อยู่ไปไม่นาน เพื่อนปล่อยกล้องแมนวลอีกตัวราคาถูก (1800) ก็เลยซื้อมาให้น้องใช้จะได้ไม่แย่งกัน
ก็กลายเป็นมีกล้องแมนวล 2 ตัว กะวาสลีนอีกตัวนึง ใช้ไปเรื่อยๆ มันก็ดีแหละ ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน ก็เลยไม่รู้สึกอะไร ใช้มือถือถ่ายรูปแทนได้
แล้วมีอยู่วันนึงอ่อ วันที่ไปงาน foto fair ตอนเย็นเดินสะพานเหล็ก ต่อราคากล้องเล่นๆ เจ้าของร้านแมร่งดันให้ ก็เลยได้ d-compact มาอีก 1 ตัว (3500 ราคานี้โอเคมากกับสิ่งที่ได้)
ตอนนี้ก็เลยมานั่งดูว่ากล้องผ่านมือมากี่ตัวแล้ว(วะ)เนี่ย นับๆดูก็ 9 ตัวแล้วภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี
ตอนนี้เหลืออยู่กับตัว 4 ตัว ไม่รวมมือถือ คิดเป็นตัวออกมานี่ซื้อกล้องไป 150K แล้วนะเนี่ย(ราคานี้รวมค่าเลนส์ด้วยนะ แต่ก็....เยอะแสดดดดดดดดดดดดดอะ ซื้อมาได้ไงวะ)
แต่ก็ขาย + รายได้พิเศษกลับมา 110K (ก็ยังดีวะ) พอจะทำใจได้มั่ง
สรุปที่ร่ายมายาวๆแบบนี้ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่กำลังงงกับตัวเองว่าซื้อไรเยอะแยะ(วะ)
น่าจะเอาเวลามาเดินถ่ายรูปเนอะ ตอนนี้เลยไม่ค่อยมีรูปสวยๆให้ดูเลย(รูปอื่นก็พอมีบ้าง แต่ให้ดูไม่ได้อะดิ)
เพราะงั้นสำหรับพวกได้กล้องใหม่มาก็หาเวลาว่างๆ ไปเดินถ่ายรูปมั่ง อ้อ Photoshop ก็แต่ซะหน่อย(ถ้ามีเวลา) มันทำให้รูปดูดีขึ้นเยอะเลย(จิงๆนะ)
ปล.หลังจากใช้กล้องมานานๆๆๆๆๆ ก็เข้าใจสัจธรรมว่า กล้องดีให้ภาพที่ดี แต่คนหลังกล้องดีให้ภาพที่ดีกว่า 55
ปล2.เห็นตามเวปบอร์ด D200 ตัวละ 54500 มันบอกราคาถูกมากกก (ครึ่งแสนมันถูกเหรอวะแสดดดด)
ปล3.แต่ตอน D200 มันอกมาเมื่อปีที่แล้วมัน 73000 นะ 12月4日 .............................ไม่มีอะไรจะพูด(ว่ะ)...............
ปล.รอเสียตังอยุ(ท่าจะอีกไม่นานแฮะ - -") |
|
|